นิทานอีสป ชาดก คุณธรรม สอนใจ เรื่องสั้น ก่อนนอน สำหรับเด็กอนุบาล

รวมเรื่องเล่านิทานอีสป นิทานชาดก เรื่องสั้น สำหรับเด็กอนุบาล ประถม ฟังก่อนนอน นิทานเหล่านี้จะมีคุณธรรมสอนใจแทรกอยู่ทำให้เด็กๆได้เรียนรู้ข้อคิดดีๆโดยไม่รู้ตัว

นิทานอีสป ดินแดนแห่งการผจญภัยไปกับเรื่องราวสนุกๆ โลกนี้มีสิ่งมากมายที่น่าตื่นเต้นและสวยงาม โลกเป็นสถานที่ที่เราได้เรียนรู้และท่องเที่ยวสัมผัสประสบการณ์ต่างๆ แต่เราคงใช้เวลาทั้งหมดไปกับการท่องเที่ยวเรียนรู้ได้ไม่เพียงพอ โลกนิทานจึงเป็นอีกสถานที่ที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ สนุกเพลิดเพลินและมีประสบการณ์มากมายได้ เด็กๆ คงจะคุ้นเคยกับชื่อ “นิทานอีสป” อีสป เป็นนิทานเรื่องสั้น ใช้เป็นนิทานอ่านก่อนนอนก็ได้ ในนิทานอีสปมีเนื้อหาของนิทานสอนใจด้วยเรื่องราวสนุกๆ มากมาย เช่นเรื่องที่พวกเราคุ้นเคยกันอย่างดีอย่าง นิทานเรื่องเด็กเลี้ยงแกะที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กคนหนึ่งชอบพูดจาโกหกอยู่บ่อยๆ จนไม่มีใครเชื่อเขาอีกต่อไป สุดท้ายเขาจึงต้องเดือดร้อนเพราะนิสัยการพูดโกหกของเขา นิทานเรื่องนี้สอนให้ร็ว่าการพูดโกหกไม่ดีอย่างไร นิทานอีสปสั้นๆ แต่ละเรื่องสนุกทุกเรื่องและมีข้อคิดสอนใจอีกด้วย นิทานอีสปเรื่องสั้นทุกเรื่องจะลงท้ายว่า เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… พอเด็กๆ ได้ฟังมาถึงตรงนี้ เด็กๆ ก็จะได้บทสรุปข้อคิดสอนใจ นับว่าเป็นนิทานคุณธรรมที่ใครๆ ก็ชอบฟัง

นิทานอีสป เป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ทั่วโลกที่ได้ฟังมีคุณธรรมและอยากเป็นคนดี เมื่อได้ฟังนิทานก่อนนอน บางทีผู้ใหญ่ก็เล่านิทานเด็กให้ฟัง เป็น เพลงนิทาน นิทานสั้นๆ อ่านนิทานจากหนังสือนิทานที่มีนิทานพร้อมภาพประกอบเป็นเรื่องราวต่างๆ เด็กๆ ก็ได้ดูภาพไปด้วยฟังเรื่องในนิทานเด็กไปด้วย ทำให้ฝันดีและมีความสุข ช่วงเวลาแห่งการเล่านิทานก่อนนอน ไม่ใช่เพียงแต่ทำให้เด็กๆ มีจินตนาการแต่ยังเป็นช่วงเวลาแห่งความรักความอบอุ่นของครอบครัวระหวว่างเด็กๆ กับ พ่อ แม่ ปู ย่า ตายาย หรือผู้ใหญ่ที่เป็นผู้เล่นนิทานด้วย ความจริงแล้วการเล่านิทานเกิดขึ้นนานแล้วทุกที่ในโลก ทุกชาติทุกภาษาต่างมีนิทานสั้น นิทานพื้นบ้านเป็นของตัวเอง สมัยก่อนนั้นไม่มีโทรทัศน์ ไม่มีอินเตอร์เนต ผู้คนยังไม่มีความบันเทิงมากมายนัก คนโบราณหาความบันเทิงด้วยการนั่งล้อมวงกันในช่วงเย็นค่ำหลังเลิกจากการงานแล้วก็เกิดการเล่านิทานขึ้น เป็นนิทานชาดกเรื่องสั้น นิทานพื้นบ้านไทย นิทานก้อม นิทานสุภาษิต เรื่องราวต่างๆ ที่เล่าสู่กันฟังมีทั้งที่เป็นเรื่องของคน เรื่องของสัตว์ เรื่องของเทวดา นิทานไทยหลายๆ เรื่องในสมัยก่อนยังกลายมาเป็นวรรณคดีจนถึงปัจจุบัน เช่น นิทานเรื่องนางสิบสอง จันทโครพ พระรถเมรี เมื่อการสื่อสารพัฒนาขึ้น คนไทยเราก็ได้รู้จักนิทานชาดก นิทานนานาชาติต่างๆ มากขึ้น เอาล่ะทีนี้เราลองมาอ่านนิทานอีสปกันแบบออนไลน์ที่เว็บของมุ๊เมี๊ยวกันได้เลยค่ะ ใครจะบันทึกหน้านี้ไว้ก็ไม่ว่ากัน จะอัพเดทนิทานใหม่ๆเพิ่มเรื่อยๆเลยค่ะ

แมวกับพ่อไก่

แมวกับพ่อไก่

กาลครั้งหนึ่งนานแสนนานมาแล้ว..มีหมู่บ้านกลางป่าอยู่หมู่บ้านหนึ่ง นับว่าเป็นหมู่บ้านในฝันของใครหลายๆคนที่รักความสงบและธรรมชาติเลยล่ะ มีทั้งน้ำตก ทุ่งดอกไม้นานๆพรรณ ทุ่งหญ้าสีเขียวชะอุ่ม หรือแม้กระทั้ง เสียงนกเจื้อยแจ้วน่าฟังเหมือนนกเหล่านั้นกำลังขับท่วงทำนองเพลงอันแสนจะไพเรอะช่างเป็นบรรยากาศที่ผ่อนคลายเสียนี่กระไร

แต่ที่พิเศษกว่าหมู่บ้านอื่นๆนั้นก็คือ….ผู้ที่อยู่อาศัยภายในหมู่บ้านแห่งนี้เป็นเหล่าสรรพสัตว์นั้นเอง มีทั้งสัตว์เล็ก ใหญ่ กินพืช กินเนื้อ ต่างก็อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขและไม่มีการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน แต่อยู่มาวันหนึ่งมีเจ้าแมวเหมียวหิวโซเดินหลงป่าเข้ามาในหมู่บ้าน เดินอยู่นานสองนานก็พบกับพ่อไก่หุ่นล่ำกำลังโก่งคอขัน “ท่าทางช่างดูน่ากินเสียเหลือเกิน ดูกล้ามเนื้อขาสิแหม่แน่นอวบท่าทางจะนุ่มเชียว”เจ้าเหมียวคิดพร้อมกับน้ำลายที่ไหลออกมาจากมุมปาก พอคิดได้ดังนั้นจึงวางแผนที่จะหลอกจับพ่อไก้ตัวนั้นกินเสีย เจ้าเหมียวเดินตรงเข้าไปหาพ่อไก่ด้วยท่าทางหงุดหงิดและไม่พอใจพ่อไก่แบบสุดๆพร้อมทั้งใส่ความด่าทอพ่อไก่เสียๆหายๆว่า “เจ้า!! ทำเสียงหนวกหูเวลากลางค่ำกลางคืนรบกวนเวลานอนของข้า นี่ก็ทำงานมาเหนื่อยยังต้องตื่นมากลางดึกอีก เจ้าจะรับผิดชอบยังไง”

พ่อไก่ได้ยินดังนั้นก็ตอบออกมาทันควันว่า “เราไม่ได้ขันเวลากลางคืนนะท่าน เราจะขันเวลาเช้ามืดเพื่อทำหน้าที่ปลุกชาวบ้านให้ตื่นมาพบกับอากาศดีๆยามเช้าและบรรยากาศที่สดใสก็เท่านั้น ท่านเหมียวผู้สง่างามท่านไปฟังเสียงขันมาจากที่ใด” เจ้าแมวพอได้ยินดังนั้นก็เริ่มไม่พอใจไม่สนใจเหตุผลของพ่อไก่ใดๆทั้งสิ้นด้วยนิสัยที่เป็นคนพาลอยู่แล้วจึงใช้อุ้งเท้าที่มีเล็บแหลมคมตะปบที่คอของพ่อไก่และใช้ฟันกัดอย่างแรงจนทำให้พ่อไก่จบชีวิตทันที เมื่อเจ้าแมวกินพ่อไก่จนอิ่มแล้วก็รีบหนีออกจากหมู่บ้านไป… หลังจากวันนั้นที่หมู่บ้านก็ไม่มีเสียงของพ่อไก่ขันปลุกยามเช้าอีกเลย

ข้อคิดจากนิทานอีสปเรื่องแมวกับพ่อไก่ : คนพาลไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนย่อมหาข้ออ้างที่จะทำร้ายและเบียดเบียนผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อนอยู่เสมอ ดังนั้นหากเพื่อนๆพบเจอคนประเภทนี้ก็ควรหลีกหนีออกห่างให้มากที่สุด

ลากับหนังราชสีห์

ลากับหนังราชสีห์

ในวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสสัตว์น้อยใหญ่ต่างออกมาพักผ่อนชื่นชมบรรยากาศ ผ่อนคลายไปกับทุ่งหญ้านุ่มๆดอกไม้สวยๆ เจ้าลาน้อยก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน และในวันนี้ระหว่างที่เจ้าลาน้อยกำลังเดินเล่นชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆนั้นก็พบเข้ากับบ้านของนายพรานเป็นกระท่อมหลังเล็กๆ ที่หน้าบ้านมีราวตากผ้าทำด้วยไม้แบบหยาบๆพาดทับกันพอตากสิ่งของได้ “แต่เอ๊ะ!!! มองดีๆทำไมไอ้ที่ตากไว้บนราวนั้นช่างเหมือนกับหนังราชสีห์เสียเหลือเกิน ถ้าหากเรานำหนังนั้นมาคลุมตัวล่ะ หึหึ ทีนี้เจ้าพวกสัตว์ที่ชอบรังแกเราคงจะกลัวจนหัวหดกลัวเราจับกินอย่างแน่นอน”

คิดได้ดังนั้นเจ้าลาจึงขโมยหนังราชสีห์จากนายพรานและนำมาหุ้มตัวไว้อย่างมิดชิด “เอาล่ะทีนี้ถึงเวลาทดสอบกันแล้วว่าจะได้ผลสักแค่ไหน” เจ้าลาเดินไปเรื่อยๆระหว่างทางก็เจอสัตว์ต่างๆ ใครพบเห็นเจ้าลาในคราบของราชสีห์ต่างก็รีบหนีโดยไม่คิดชีวิตกันทุกตัว เว้นเสียแต่หมาป่า ใช่แล้วฟังไม่ผิดหรอกมีหมาป่าตัวหนึ่งที่เมินเจ้าลา เจ้าลาเห็นดังนั้นจึงไม่พอใจรีบวิ่งมาขวางตรงหน้าหน้าหมาป่าหนุ่มและคำรามเสียงดังกึกก้องหวังจะให้หมาป่าหนุ่มกลัวหัวหด แต่…หมาป่าหนุ่มยังนิ่งแถมหัวเรอะเสียงดังอีกต่างหาก เจ้าลาเห็นดังนั้นจึงได้ถามหมาป่าไปว่า “เจ้าไม่กลัวข้ารึ”

หมาป่าตอบทั้งที่ยังหัวเรอะอยู่ว่า “ใครจะกลัวเจ้าได้ล่ะ แกมันไอ้ลาโง่ มีสิงโตตัวไหนบ้างเล่าที่คำรามเสียงแบบแกน่ะ อันที่จริงถ้าแกไม่คำรามออกมาล่ะก็ข้าก็คงกลัวและวิ่งหนีเหมือนสัตว์ตัวอื่นๆเช่นกัน”
เมื่อหมาป่าตอบคำถามเจ้าลาเสร็จก็เดินจากไปพร้อมทั้งเสียงหัวเรอะที่ยังดังลั่นไม่ขาดสาย

ข้อคิดจากนิทานอีสปเรื่องลากับหนังราชสีห์ : คำพูด การกระทำที่เสแสร้งและเกินจริงย่อมถูกผู้มีปัญญามองออกเสมอ

สุนัขจิ้งจอกหางด้วน

สุนัขจิ้งจอกหางด้วน

น้องๆรู้จักสุนัขจิ้งจอกไหมเอ่ยไหนลองบอกลักษณะของจิ้งจอกคร่าวๆมาซิ? ใช่แล้วสุนัขจิ้งจอกต้องมีหูใบใหญ่ จมูกเล็กๆสีดำ ตัวสีส้มขาว และหางเป็นพวงสวย ทีนี้ถ้าจิ้งจอกตัวนั้นไม่มีหางล่ะ….คงเศร้าน่าดูใช่ไหมล่ะคะเพราะหางคือความภาคภูมิใจของเค้านี่เนอะ เอาล่ะพี่มุ๊เมี้ยวเองก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับคุณจิ้งจอกหางด้วนมาเล่าให้น้องๆฟัง..ถ้าน้องๆพร้อมแล้วเรามาฟังเรื่องราวของจิ้งจอกตัวนี้กันเลยค่ะ

ณ กลางป่ามีฝูงจิ้งจอกฝูงใหญ่อยู่ฝูงหนึ่งอาศัยอยู่ริมแม่น้ำ ภายในฝูงนั้นก็จะมีหัวหน้าฝูงและสมาชิกฝูงต่างผ่ายต่างมีหน้าที่และรับผิดชอบหน้าที่ของตนไม่มีขาดตกบกพร่อง สมัครสามัคคีกันดี แต่ในฝูงนี้ก็มีสุนัขจิ้งจอกตัวนึงที่จะดูแตกต่างกว่าตัวอื่นเขา ใช่แล้วค่ะเจ้าตัวนี้หางด้วน สาเหตุที่หางด้วนเพราะหางของเขาไปติดกับดักของนายพราน กับดักนั้นงับหางแน่นจนทำให้สุนัขจิ้งจอกต้องตัดสินใจทิ้งหางของตนเองเพื่อเอาชีวิตรอด แต่จะกลับเข้าฝูงไปสภาพนี้คงจะถูกหัวเรอะเยอะเป็นแน่ คิดได้ดังนั้นจึงแสร้งเรื่องขึ้นมาเมื่อเดินกลับมาถึงฝูงจึงได้พูดโอ้อวดตนเองว่าดีกว่าเพื่อนๆตรงที่ไม่มีหาง มีหางไปก็เกะกะไม่มียังจะดีซะกว่า เพื่อนๆภายในฝูงได้ยินดังนั้นก็อยากจะตัดหางตามไปด้วย ทันใดนั้นเองหัวหน้าฝูงของเหล่าสุนัขจิ้งจอกก็พูดออกมาเสียงดังว่า เราอยู่มาแก่ขนาดนี้ยังไม่เห็นว่าหางจะเกะกะและไม่สวยตรงไหน ตรงกันข้ามมีหางเป็นพวงต่างหากล่ะที่เป็นตัวแทนความสง่างามของเราชาวหมาป่า ยิ่งพวงสวยเท่าไหร่ก็เป็นที่อิจฉาสัตว์ป่าตัวอื่นๆเท่านั้น เจ้าต่างหากล่ะที่ไม่มีหางจึงอายและได้แสร้งเรื่องเพื่อให้คนอื่นเขาทำตามเพื่อที่เจ้าจะได้ไม่ดูแปลกแยก ช่างน่าอายเสียนี่กระไร เมื่อได้ยินดังนั้นสุนัขจิ้งจอกตัวอื่นๆจึงพากันหลีกหนี เลี่ยงที่จะไม่คบกับสุนัขจิ้งจอกหนุ่มอีกเลย

ข้อคิดจากนิทานอีสปเรื่องสุนัขจิ้งจอกหางด้วน : ไม่ควรเชื่อคำพูดของผู้อื่นโดยขาดการคิด วิเคราะห์และพิจารณาอย่างถี่ถ้วน หากหลวมตัวเชื่อไปแล้วย่อมนำพาหายนะมาสู่ตน

เจ้าชายกับแมว

เจ้าชายกับแมว

ณ อาณาจักรแห่งหนึ่งมีเจ้าชายรูปงามอยู่พระองค์หนึ่งเป็นผู้ปกครอง พระองค์นั้นงามทั้งรูป กริยา วาจา และความสามารถนั้นก็มากจนเจ้าชายอาณาจักรอื่นเทียบไม่ได้ โดยเฉพาะรูปโฉมของเจ้าชายนั้นงามจนเป็นที่ล่ำลือไปหลายอาณาจักร เหล่าเจ้าหญิงจากอาณาอื่นๆต่างจับจ้องอยากจะเป็นพระชายา แต่พระองค์นั้นไม่เหลียวแลเจ้าหญิงพระองค์ใดเลย เนื่องด้วยเจ้าชายมอบความรักทั้งหมดที่มีให้กับเจ้าแมวเหมียวสีขาว แมวน้อยคู่กายของพระองค์นั้นเอง เจ้าแมวนั้นก็มอบความรักและภักดีให้กับพระองค์อย่างเต็มหัวใจไม่ต่างกัน แต่ช่างน่าเศร้าที่คนที่คู่กายนั้นอยากจะดูแลพระองค์ให้มากกว่านี้จึงได้แต่น้อยใจเจ้าเหมียวน้อยนั้นรักและเทิดทูนเจ้าชาย อยากดูแลปรนนิบัติให้มากกว่านี้ทุกๆคืนจึงได้แต่นั่งเศร้าที่ริมระเบียง จนกระทั่งคืนหนึ่งมีนางฟ้าใจดีบินผ่านแถวอาณาจักรนี้และได้เห็นเจ้าเหมียวกำลังร้องไห้ เห็นดังนั้นจึงได้เข้าไปถามและได้ทราบเรื่อง นางฟ้าจึงบอกกับเจ้าเหมียวว่า “เราสามารถเสกให้เจ้ากลายเป็นคนได้ แต่มีข้อแม้อยู่หนึ่งข้อคือ เจ้าต้องละทิ้งสัญชาตญาณของสัตว์ไปให้สิ้น หากทำไม่ได้เจ้าจะกลับมาเป็นแมวอีกครั้งหนึ่ง” เจ้าเหมียวได้ยินดังนั้นก็ดีใจพร้อมทั้งรับปากว่าจะทำให้จนได้ ขอเพียงได้อยู่เคียงคู่เจ้าชายก็เพียงพอแล้ว และแล้วร่างสีขาวขนปุยก็ได้กลายร่างเป็นหญิงสาวผู้มีสิริโฉมงดงาม เมื่อเจ้าชายได้พบก็ตกหลุมรักและขอเธอผู้นั้นแต่งงานทันที เจ้าเหมียวในร่างของหญิงสาวนั้นช่วงแรกๆก็ระวังตัวเองอยู่ตลอดแต่พอเวลาผ่านไปเจ้าเหมียวก็ไม่อาจหยุดสัญชาตญาณของตัวเองไว้ได้ ทั้งข่วนเก้าอี้ กระโดดปีนกำแพง ที่เลวร้ายที่สุดคือ จับหนูตัวเป็นๆเข้าปากและกินอย่างเอร็ดอร่อย เจ้าชายตกใจมากถึงพฤติกรรมของคู่ครองของตนเพียงครู่เดียวก็มีแสงสว่างวาบ ร่างของหญิงสาวกลับกลายเป็นแมวขาวอ้วนตัวเดิม สุดท้ายแล้วเจ้าแมวก็ได้แต่เศร้าใจเพราะไม่อาจรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับนางฟ้าจนไม่อาจได้ครองคู่กับเจ้าชายอีกต่อไป

ข้อคิดจากนิทานอีสปเรื่องเจ้าชายกับแมว : การกระทำที่แสร้งทำไม่จริงใจ ไม่นานคนอื่นก็จะดูออก

อีกากับนกพิราบ

อีกากับนกพิราบ

กาลครั้งหนึ่งในหมู่บ้านแถบชนบทแห่งหนึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่มี ทีวี ไฟฟ้า รถยนต์ และ เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆให้ได้ใช้ ชาวบ้านทุกคนในหมู่บ้านแห่งนี้ใช้ชีวิตอยู่แบบพอเพียงไม่ทำลายธรรมชาติ ปลูกผัก ทำนา เลี้ยงปลา ในทุกๆวันชาวบ้านก็จะนำข้าวมาโปรยให้อาหารฝูงนกพิราบกินจนเหล่านกพิราบอ้วนพีไปตามๆกัน แต่มีอีกาจอมขี้อิจฉาตัวใหญ่อยู่ตัวหนึ่งคอยจ้องแต่เหล่านกพิราบพร้อมทั้งคิดเพ้อ น้อยใจในวาสนาของตนแกมอิจฉาอยู่ในใจว่า “ทำไมเจ้าพวกนั้นอยู่เฉยๆก็มีคนเอาข้ามมาให้กินไม่เห็นต้องออกหาอาหารเองเลย วันๆก็อยู่ตามชายคาไม่โดนแดด โดนฝนแบบเรา ทั้งที่เป็นนกเหมือนกันหรือว่าเราจะตัวสีดำแต่พวกนั้นมันตัวสีขาว ถ้าเป็นไปตามที่เราคิดเราต้องหาวิธีทำให้เราตัวขาวแล้วล่ะ” สักพักเจ้าอีกาก็บินไปเจอถุงแป้งวางเปิดปากถุงไว้หน้าร้านแห่งหนึ่งแล้วนึกขึ้นได้ว่า เคยเห็นชาวบ้านขนเจ้าถุงนี่แล้วเม็ดขาวๆในถุงทำให้ชาวบ้านคนนั้นถูกย้อมเป็นสีขาว เอาล่ะจะรออะไรล่ะขอลงไปล่ะนะ!! หลังจากอีกาดำคลุกแป้งจนย้อมตัวเองเป็นสีขาวแล้วก็ได้แฝงตนเข้าไปในฝูงนกพิราบที่กำลังกินข้าว สักครู่ฝนก็ตกลงมาทำให้สีขาวนั้นหลุดออกจากตัวเผยขนสีดำๆ เหล่านกพิราบเห็นดังนั้นก็พากันโห่ไล่ พร้อมต่อว่าจิกตีไม่ให้เข้าฝูง ส่วนอีกาดำเมื่อโดนตะเพิดออกมาจึงบินกลับเข้าฝูงของตน แต่กลับโดนฝูงอีกาไล่ออกมาอีกจนตอนนี้เจ้าอีกาตัวดังกล่าวไม่สามารถเข้าฝูงไหนได้เลยไปที่ไหนก็มีแต่คนรังเกียจจึงต้องอยู่โดดเดี่ยวตลอดไป

ข้อคิดจากนิทานอีสปเรื่องอีกากับนกพิราบ : การลอกเลียนแบบหรือแอบอ้างผลงานของผู้อื่นไม่ได้ส่งผลดีให้ตัวเอง การลอกก็คือลอกเพียงลักษณะภายนอกเท่านั้น ถ้ามีคนอื่นรู้ความจริงก็จะเป็นผลร้ายย้อนมาหาตนไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย

คนหาปลากับนายพราน

คนหาปลากับนายพราน

กาลครั้งหนึ่งมีนายพรานผู้เก่งกล้าอยู่คนหนึ่งเดินทางกลับจากล่าสัตว์กำลังจะกลับบ้าน “วันนี้ได้เนื้อกระต่าย อืม…เริ่มเบื่อกินเนื้อแล้วสิ” พลางเดินไปบ่นไปการทานเนื้อทุกๆวันนั้นย่อมเบื่อเป็นธรรมดา นายพรานเดินไปสักพักก็พบกับคนหาปลาพลางมองไปที่มือซ้ายแล้วร้องอุทานว่า”โหท่านช่างเก่งนัก หาปลามาได้เยอะจัง” คนหาปลาพอได้ยินดังนั้นก็พูดแบบเนือยๆว่า”ขอบคุณท่าน เรามาหาปลาแถวนี้อยู่ทุกวัน กินปลาทุกวันก็เริ่มเบื่อแล้วล่ะ” นายพรานได้ยินดังนั้นก็เสนอความคิดออกมาทันควันว่า ”ท่านสนใจแลกปลากับเนื้อของเราไหม” แล้วทั้งคู่ก็ตกลงแลกเนื้อกับปลากัน ในเมื้อเย็นนั้นของทั้งสองช่างเป็นอาหารมื้อที่อร่อยกว่ามื้อก่อนๆเสียจริง ในวันต่อมาทั้งสองก็ได้นัดเจอเพื่อแลกเนื้อกับปลากันอีกครั้งทำแบบนี้มาเรื่อยๆ หลายวัน หลายอาทิตย์ เกือบเดือนจนเริ่มเบื่อและในที่สุดทั้งคู่ก็เลิกแลกเนื้อกับปลากันหันกลับมากินสิ่งที่ตนเองหามาได้ดังเดิม

ข้อคิดจากนิทานอีสปเรื่องคนหาปลากับนายพราน : คนเราถึงแม้ว่าจะเห็นของใหม่ดูน่าสนใจมองข้ามของเก่าที่อยู่ใกล้ตัว แต่เมื่อถึงเวลาสำคัญจะรู้ว่าของเก่าที่มีอยู่นั้นมีค่ามากแค่ไหน

สุนัขผู้ซื่อสัตย์

สุนัขผู้ซื่อสัตย์

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ บ้านหลังน้อยแสนสุขมีน้องหมาสีขาวน่ารักน่าชังอาศัยอยู่ บรรยากาศภายในบ้านเต็มไปด้วยความสุขเสียงหัวเรอะจัดเป็นบ้านในฝันของใครหลายๆคนเลยทีเดียว และแน่นอนว่าน้องหมาน้อยเองก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัวเช่นเดียวกัน น้องหมาตัวนี้รักและซื่อสัตย์กับครอบครัวมากในทุกๆวันจึงทำหน้าที่ตรวจตราบ้านของตนอย่างสุดความสามารถ กลางค่ำวันหนึ่งขณะที่น้องหมากำลังเดินตรวจบ้านอยู่นั้นก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของคนแปลกหน้าเดินย่ำไปมาอยู่บริเวณริมรั้วจึงได้เห่าเสียงดัง ส่วนโจรพอได้ยินเสียงเห่าก็กลัวเจ้าของบ้านจะตื่นจึงรีบนำเนื้อชิ้นโตผสมยาเบื่อชุบจนชุ่มหวังจะให้สุนัขกิน เมื่อเนื้อชิ้นโตถูกโยนข้ามรั้วบ้านมาตกที่สนามหญ้าในบ้านน้องหมารีบปรี่เข้าไปสำรวจพร้อมดม แต่เจ้าหมาน้อยไม่ยอมกินเนื้อชิ้นนั้นเข้าไปกลับเห่าถี่และดังยิ่งกว่าเดิมจนเจ้าของบ้านตื่นและมาพบกับโจร ในที่สุดเจ้าโจรร้ายก็ถูกตำรวจจับได้ในที่สุดพร้อมกับรอยยิ้มและความภาคภูมิใจของน้องหมาที่สามารถปกป้องคนที่ตนรักไว้ได้

ข้อคิดจากนิทานอีสปเรื่องสุนัขผู้ซื่อสัตย์ : ความซื่อสัตย์นั้นเป็นสมบัติที่มีค่ามหาศาลแม้แต่เงินก็ไม่สามารถซื้อได้

แม่ปูสอนลูกปู

แม่ปูสอนลูกปู

ในเช้าวันที่อากาศแจ่มใส ณ ชายหาดแห่งหนึ่งมีทรายสีขาวสวยน้ำทะเลสีฟ้าใส พร้อมคลื่นฟ้องละเอียดซัดชายหาด นอกจากนี้ยังมีต้นมะพร้าวที่ขึ้นเรียงรายอยู่ริมหาดอย่างสวยงาม ช่างเป็นบรรยากาศที่น่าออกมานั่งกินลมชมวิวยิ่งนัก แม่ปูก็เป็นหนึ่งในผู้ที่คิดเช่นนั้นเหมือนกันจึงได้พาลูกๆเดินเป็นขบวนเกาะกลุ่มขึ้นฝั่งเมื่อเดินมาถึงฝั่งแม่ปูก็เหลือบไปเห็นลูกๆของตนเดินตามหลังมาไม่เป็นแถวตรงแทบจะไม่มีความเป็นระเบียบเลยแต่ละตัวเดินสะเปะสะปะ แม่ปูเห็นดังนั้นจึงต่อว่าลูกๆของตนว่า”เดินเป็นระเบียบให้เป็นแถวตรงเหมือนแม่สิ” ลูกปูตอบแม่ว่า”ทำยังไงคะ/ครับ” แม่ปูตอบว่า”เอาล่ะดูแล้วเดินตามนะ” จากนั้นแม่ปูก็เดินให้ลูกปูเดินเป็นตัวอย่าง ลูกปูตัวที่ 1,2,3..9 ก็เดินตามแบบที่แม่ปูเดิน แต่ละตัวต่างคิดในใจว่าที่ผ่านมาก็เดินตามแบบแม่ครั้งนี้ก็เดินเหมือนทุกทีทำไมแม่ถึงบอกว่าเราเดินไม่เป็นระเบียบเด็กๆได้แต่คิดไม่กล้าพูด ในเวลาเดียวกันนั้นนกพิราบที่เกาะอยู่บนต้นไม้ดูแม่ปูและลูกปูมาตั้งแต่ต้นก็หลุดหัวเรอะก้ากออกมาเสียงดังลั่นและพูดออกมาว่า”ลูกปูคงไม่มีทางเดินตรงหรอกขนาดแม่ปูเองยังเดินเซไปเซมาเดี๋ยวซ้ายเดี๋ยวขวาอยู่เลย 555+”

ข้อคิดจากนิทานอีสปเรื่องแม่ปูสอนลูกปู : จงทำตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีอย่าเที่ยวไปสอนผู้อื่นทั่งที่ตนเองยังมีข้อบกพร่อง

กากับเหยือกน้ำ

กากับเหยือกน้ำ

ท่ามกลางทะเลทรายอันร้อนระอุมีอีกาตัวหนึ่งได้พลัดหลงจากฝูงบินอยู่บนท้องฟ้าด้วยท่าทีที่เหนื่อยหอบ ทั้งร้อนและกระหายน้ำเรี่ยวแรงค่อยๆหดหายไปทีละนิดๆ การเดินทางผ่านทะเลทรายสำหรับอีกาแล้วจัดเป็นเรื่องทรหดพอตัวและแน่นอนว่าการบินหาแหล่งน้ำก็เป็นอีกหนึ่งทางออกที่จะให้ให้อีการอดชีวิตในสถานการณ์นี้ได้ เจ้าอีกาดำบินหาน้ำไปเรื่อยๆด้วยแรงกายที่เหลือน้อยนิดจนในที่สุดก็พบกับเหยือกน้ำ ภายในมีน้ำใสสะอาดบรรจุอยู่ อีกาเห็นดังนั้นจึงรีบบินโฉบลงมาที่เหยือกน้ำทันทีหวังจะกินน้ำให้ดับกระหาย แต่อนิจจาจะงอยปากของอีกายาวไม่พอที่จะกินน้ำได้พยายามเท่าไหร่ก็กินไม่ได้เสียที อีกาจึงหยุดการกระทำดังกล่าวแล้วหันมาตั้งสติเพียงครู่เดียวก็คิดวิธีที่จะกินน้ำออก อีกาไปคาบกรวดที่อยู่บริเวณใกล้ๆเหยือกน้ำแล้วค่อยๆหย่อนลงไปในเหยือกทีละก้อนสองก้อนจนน้ำที่อยู่ในเหยือกค่อยๆสูงขึ้น สูงขึ้น จนตอนนี้ระดับน้ำสูงพอที่อีกาจะกินได้แล้วเห็นดังนั้นเจ้าอีกาจึงไม่รอช้ารีบบินขึ้นไปที่ปากเหยือกแล้วกินน้ำดับกระหายสมใจ

ข้อคิดจากนิทานอีสปเรื่องกากับเหยือกน้ำ : แม้จะพบเจออุปสรรค ปัญหา ขอเพียงแค่หยุดนิ่งเพื่อตั้งสติและใช้ปัญญาแก้ปัญหาก็จะสามารถคลี่คลายปัญหาดังกล่าวได้อย่างลุล่วง และด้วยวิธีเดียวกันนั้นก็สามารถนำพาคุณหนูๆไปสู่ความสำเร็จหรือเปล่าหมายได้เช่นเดียวกัน

สาวใช้กับไก่

สาวใช้กับไก่

นานมาแล้ว ณ บ้านของเศรษฐีแก่คนหนึ่ง เธอคนนี้ไม่มีลูกหลานเพราะมัวแต่ทำงานหาเงินจนสามารถตั้งตนเป็นเศรษฐีได้ เศรษฐีคนนี้เป็นคนที่ขยันมากเพราะเธอเชื่อเวลาเวลาทุกวินาทีของเธอนั้นมีค่า จนอยู่มาวันหนึ่งเศรษฐีแก่คนนี้ได้รับสาวใช้คนใหม่เข้ามาทำงานที่บ้าน 2 คน ทั้งสองคนนี้ช่วงแรกๆนั้นทำงานขยันขันแข็งดีไม่มีขาดตกบกพร่อง แต่พอเวลาล่วงเลยไปเธอทั้งสองคนก็เผยธาตุแท้กลับกลายเป็นคนขี้เกียจนอนตื่นสายเป็นกิจวัตร เศรษฐีแก่จึงตัดสินใจมาปลุกสองสาวใช้ในเวลาไก่ขันทุกวันๆ จนเธอทั้งสองแค้นไก่ตัวนั้นมากมีโอกาศจึงจับไก่ที่ขันมาฆ่าเสีย และในเช้าวันนั้นเองที่ไม่มีไก่คอยขันปลุกแล้วทุกๆคนในบ้านจึงนอนตื่นสายรวมถึงเศรษฐีแก่ด้วย พอสืบเรื่องจนแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นเศรษฐีแก่จึงวางแผนแอบเอานาฬิกาปลุกเป็นร้อยๆเรือนมาวางรอบๆเตียงของสองสาวใช้ในช่วงเวลาที่เธอทั้งสองนอนหลับสนิทไปแล้วเพื่อให้เธอตื่นมากลางดึกและลุกขึ้นมาทำงาน เมื่อถึงเวลานาฬิกานับร้อยเรือนส่งเสียงร้องพร้อมกันดังสนั่นจนทำให้สองสาวใช้สะดุ้งตัวตื่นขึ้นและก็ถูกบังคับให้ทำงานจนไม่ได้พักผ่อนอีกเลย

ข้อคิดจากนิทานอีสปเรื่องสาวใช้กับไก่ : ให้ทุกข์ผู้อื่นฉันใด ทุกข์นั้นย่อมตกมาถึงตนฉันนั้น

ปลาน้อยกับคนตกปลา

ปลาน้อยกับคนตกปลา

ริมธารน้ำใสแหล่งน้ำธรรมชาติมีปลาน้อยใหญ่แหวกว่ายอย่างเพลินตา วันนี้เป็นอีกหนึ่งวันที่ชายหนุ่มเดินทางออกมาตกปลา ทุกๆวัน ณ ที่แห่งนี้เขาจะตกปลาได้เต็มถังทุกวัน ปลาที่ได้นั้นชายหนุ่มจะแบ่งกินบ้าง แจกเพื่อนบ้านบ้าง ขายบ้าง เป็นแบบนี้เป็นประจำทุกวัน แต่สำหรับวันนี้

แม้ท้องฟ้าจะโปร่งน้ำจะใสสักเพียงใดก็ไม่มีวี่แววว่าชายหนุ่มจะตกปลาได้เลย เขานั่งรออยู่นานจากหนึ่งชั่วโมงเป็นสี่ และ หกก็ยังไม่มีวี่แววว่าปลาจะมาติดเบ็ดแต่อย่างใด สาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะเหล่าปลาเลี่ยงว่ายมาแถบนี้เพราะกลัวคนตกปลานั้นเอง รออยู่นานจนชายหนุ่มถอดใจจึงได้ตัดสินใจจะดึงสายเบ็ดกลับบ้าน ทันใดนั้นกลับมีปลาน้อยตัวนึงมากินเบ็ดเข้า ปลาน้อยตัวนี้ไม่เชื่อฟังเหล่าเพื่อนๆฝูงปลาว่าไม่ให้มาแถบนี้เพราะคิดว่าไม่มีอะไรน่ากลัวสักนิดเดียวแต่แล้วยังไม่ทันไรตัวเองก็มาติดเบ็ดซะนี่ คนตกปลาเมื่อเห็นว่าปลาติดเบ็ดจึงรีบนำมาขึ้นมาจากลำธารเตรียมปลดใส้ถัง เจ้าปลาน้อยกลัวมากจึงได้พูดกับคนตกปลาว่า “ท่านปล่อยเราไปเถอะนะ ตอนนี้เราตัวเล็กนิดเดียวท่านกินเราไปก็ไม่อิ่มหรอก แต่ถ้าท่านปล่อยเราไปเสียตอนนี้ให้เราได้เติบใหญ่เนื้อแน่นแล้วท่านค่อยมาจับเรา จะดีกว่านะ” คนตกปลาได้ยินดังนั้นก็ตอบว่า “ทำไมเราต้องเชื่อคำพูดเจ้าด้วยล่ะถ้าถึงเวลาที่เจ้าโตแล้วเจ้าจะยอมกลับมาให้เราจับหรือยังไงเพราะฉะนั้นเราจับเจ้าไปเสียตอนนี้นี้ดีกว่า ถ้าไม่แล้วเย็นนี้เราก็จะไม่มีอะไรกินเลย” พอพูดจบคนตกปลาก็นำเจ้าปลาน้อยใส่ถังแล้วเดินกลับบ้านไปอย่างสบายใจ

ข้อคิดจากนิทานอีสปเรื่องปลาน้อยกับคนตกปลา : อย่าคาดหวังสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นในอนาคต ควรเห็นค่าสิ่งที่มีอยู่ในปัจจุบัน

 

ติดตามมุ๊เมี๊ยวบน Youtube

มาถึงยุคปัจจุบันนี้ นิทานก็ยังคงมีเสน่ห์และเป็นที่ชื่นชอบของคนทุกๆ วัยโดยเฉพาะเด็กๆ คงไม่มีเด็กคนไหนที่ไม่ชอบฟังนิทานหรืออ่านนิทาน ยิ่งเดี๋ยวนี้นิทานยังช่วยส่งเสริมการเรียนภาษานิทานสำหรับเด็กจึงมักเขียนเป็นนิทานสองภาษา ทั้งนิทานภาษาอังกฤษ นิทานภาษาไทย บางครั้งก็มีภาษาจีนด้วย เด็กๆ ที่พออ่านหนังสือได้แล้วก็อ่านนิทานอังกฤษง่ายๆ ได้เองทั้งสนุกและนิทานสั้นภาษาอังกฤษยังทำให้ฝึกภาษารู้คำศัพท์ได้อีกด้วย ส่วนเด็กเล็กๆ ที่ยังอ่านนิทานเองไม่ได้ ผู้ใหญ่ก็อาจจะเล่านิทานภาษาอังกฤษหรือนิทานอีสปภาษาอังกฤษให้เด็กๆ ฟัง เด็กๆ ก็จะซึมซับและเข้าใจภาษาไปในตัว ได้ทั้งความสนุกเพลิดเพลิน คติสอนใจให้ฉลาดและมีคุณธรรม ได้ทักษะภาษาไปในตัว ก่อนนอนวันนี้คุณพ่อคุณแม่อย่าลืมเตรียมนิทานอนุบาล หรือ ย่อความนิทานสั้นๆ ไว้อ่าน ไว้เล่าให้เด็กๆ ฟังก่อนนอน เด็กๆจะได้สนุกไปกับนิทาน อารมณ์ดีและหลับฝันดี



Tags:

Mumeaw Travel

Mumeaw Travel มุ๊เมี๊ยวในโหมดนักเดินทางสุดคิ้ว ^_^