ข้าวไรซ์เบอรี่ คุณภาพสายพันธุ์ใหม่เทรนด์สินค้าเพื่อสุขภาพ

ข้าวไรซ์เบอรี่ สำหรับคนไทยหลายคนคงอาจจะยังไม่เคยรู้จักมาก่อน เพราะว่าเป็นข้าวที่เพิ่งการคิดค้นขึ้น แต่เพียงเปิดตัวออกมาได้ไม่นานก็ได้รับการตอบที่ดีอย่างมาก เพราะว่ามีคุณค่าที่สูงล้ำ ทำให้คนที่บริโภคมี สุขภาพที่แข็งแรง ทานได้แต่คนป่วย หรือคนที่กำลังท้องอยู่ อีกทั้งยังมีความหอม มัน และอร่อยอย่างน่าเหลือเชื่อ

นอกจากนี้ข้าวไรซ์เบอรี่เองยังมีสีม่วงซึ่งเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ไม่มีในข้าวสายพันธุ์อื่นๆข้าวไรซ์เบอรี่เริ่มต้นจากการพัฒนาของนักวิจัยชาวไทยในความต้องการที่ผลิตข้าวสายพันธุ์ใหม่ขึ้นมา โดยการนำเป็นข้าว ข้าวเจ้าหอมนิล และข้าวขาวดอกมะลิ 105 ผสมผสานเข้าด้วยกัน โดยได้รับส่วนดีของทั้งสองสายพันธุ์มา กล่าวคือได้ ได้รับประโยชน์และสรรพคุณต่างๆมากมายมาจากข้าวหอมนิล และได้ความอ่อนนุ่มหอมอร่อยมาจากข้าวดอกมะลิ 105 โดยข้าวไรซ์เบอรี่สายพันธุ์ใหม่นี้ได้รับความร่วมมือจากคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ และศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว ภาควิชาพืชไร่นา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำให้ไดข้าวที่ทรงคุณประโยชน์ออกมา

ลักษณะของข้าวไรซ์เบอรี่ จะมีสีม่วงเข้มเด่นชัด มีเมล็ดเรียวยาว และมีผิวที่มันวาว ในส่วนที่เป็นข้าวกล้องจะมีกลิ่นหอมเป็นพิเศษ นอกจากนี้รสชาติหอมหวานกลมกล่อม ทำให้มีคนหันมานิยมบริโภคกันมากขึ้น และยังมีข้อดีอีกคือเป็นสายพันธุ์ข้าวที่สามารถปลูกได้ตลอดทั้งปี มีอายุเก็บเกี่ยวอยู่ที่ประมาณ 130 วัน นอกจากนี้รำข้าวและน้ำมันรำข้าวจากไรซ์เบอรี่ก็ยังมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งทำให้ในวงการแพทย์หันมาใช้เป็นอาหารโภชนาบำบัดเลยทีเดียว

สารอาหารสำคัญที่อยู่ในข้าวไรซ์เบอรี่

  • มีโอเมก้า 3 ในอัตราส่วนที่ 25.51 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
  • มีกรดไขมันจำเป็น ซึ่งสำคัญมากต่อโครงสร้างของสมอง ตับ ระบบประสาท และยังช่วยในการลดคอเลสเตอรอล
  • มีธาตุสังกะสี ในอัตราส่วนที่ 31.9 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม
  • สามารถช่วยสังเคราะห์โปรตีน สร้างคอลลาเจน ทำให้รักษาสิวได้ ป้องกันผมร่วง และกระตุ้นรากผม
  • มีธาตุเหล็ก ในอัตราส่วนที่ 13-18 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ช่วยในการจ่ายพลังงานในร่างกาย
  • มีเอนไซม์ สามารถช่วนเรื่องการใช้ออกซิเจนของร่างกาย และสมอง
  • มีวิตามินอี ในอัตราส่วนที่ 678 ug ต่อ 100 กรัม ช่วยในเรื่องของการชะลอความแก่ ทำให้ผิวพรรณสดใส และยังช่วยให้ปอดทำงานดีขึ้น
  • มีวิตามินบี 1 ในอัตราส่วนที่ 0.42 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ช่วนในการทำงานของสมอง ระบบประสาท ระบบย่อย สามารถป้องกันโรคเหน็บชาได้ดี
  • มีเบต้าแคโรทีน ในอัตราส่วนที่ 63 ug ต่อ 100 กรัม ลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง และบำรุงสายตา
  • มีลูทีน ในอัตราส่วนที่ 84 ug ต่อ 100 กรัม ช่วยป้องกันจอประสาทตาเสื่อม ควบคุมการไหลเวียนของเลือดในเส้นเลือดฝอยที่หล่อเลี้ยงดวงตา
  • มีโพลิฟีนอล ในอัตราส่วนที่ 113.5 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม เป็นสารอีกตัวหนึ่งที่ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง
  • มีแทนนิน ในอัตราส่วนที่ 89.33 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม แก้ท้องร่วง บิด สมานแผลได้เร็วขึ้น

พอจะทราบกันแล้วใช่ไหมครับว่าประโยชน์ของข้าวไรซ์เบอรี่ มีมากมายขนาดไหน ผมคิดว่าหลายคนคงอยากจะซื้อหามารับประทานกันแล้วใช่ไหมครับ เพราะว่าไม่ใช่แค่มีประโยชน์มากมายอย่างเดียวข้าวไรซ์เบอรี่ยังมีสีสัน และความหอมมันชวนรับประทานอีกต่าง ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปทานข้าวไรซ์เบอรี่ก่อนนะครับ

ประโยชน์ของข้าวไรซ์เบอรี่

มารู้จักกับประโยชน์ของข้าวไรซ์เบอรี่เป็นข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่มีสารต้านอนุมูลอิสระที่สูงมากกว่าข้าวสายพันธุ์อื่นๆ ช่วยบำรุงร่างกายให้แข็งแรง และสร้างคอลลาเจน ลดการอักเสบ สมานแผลให้หายไวขึ้น ลดริ้วรอย และทำให้ดูเยาว์วัยกว่าอายุ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง เบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง และโรคสมองเสื่อมได้ ข้าวไรซ์เบอรี่ ถือว่าเป็นสายพันธุ์ข้าวที่สามารถรับประทานได้ทุกคน โดนเฉพาะสำหรับผู้สูงอายุหากรับประทานข้าวไรซ์เบอรี่ ก็จะช่วยในเรื่องของระบบไหลเวียนโลหิต ช่วยบำรุงสายตาและระบบประสาท สำหรับสตรีมีครรภ์หากรับประทานข้าวไรซ์เบอรี่ จะช่วยทำให้เด็กในครรภ์มีสุขภาพแข็งแรง ช่วยป้องกันโรคปากแหว่งเพดานโหว่สำหรับเด็กที่กำลังจะเกิดมา ลดความเสี่ยงไม่ให้เกิดครรภ์เป็นพิษ เพราะมีธาตุเหล็กที่สูงมาก นอกจากนี้ข้าวไรซ์เบอรี่ยังมีคุณประโยชน์อีกมากมายที่ยังไม่ได้กล่าวถึง

วิธีหุงข้าวไรซ์เบอรี่ให้อร่อย

วิธีการหุงข้าวไรซ์เบอรี่ควรที่จะนำไปผสมกับข้าวหอมมะลิเพื่อให้ข้าวมีความเหนียวนุ่มมากขึ้น แต่ถ้าหากไม่อยากนำข้าวไรซ์เบอรี่ไปผสมกับข้าวชนิดอื่น ให้หุงโดยใช้สัดส่วนดังนี้ ข้าว 1 ส่วน : น้ำ 1.5 ส่วน ใช้เวลาประมาณประมาณ 35 นาที จากนั้นเมื่อเสร็จแล้วให้ปิดฝาทิ้งไว้อีกประมาณ 10 นาที เพียงเท่านี้ท่านก็จะได้รับประทานข้าวไรซ์เบอร์รีที่มีความนุ่ม หอมหวาน สีสวยมันวาว น่ารับประทานและมีรสชาติที่อร่อยถูกปากอย่างแน่นอนครับ

ถือได้ว่าข้าวไรซ์เบอรี่เป็นข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่ได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วจากกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยเลยทีเดียวครับ ทำให้ตอนนี้ในตลาดของกลุ่มผู้บริโภคมีความต้องการข้าวไรซ์เบอรี่ในจำนวนที่สูงมาก และยังคงสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเรื่อยๆ และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดตัวลง อย่างไรก็ดีด้วยข้อจำกัดมากมายหลายอย่างที่เกิดขึ้นจากการเพาะปลูกที่ต้องดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ และต้องเพาะปลูกในเขตพื้นที่มีอุณหภูมิเฉพาะเจาะจง ทำให้ในประเทศไทยยังมีการเพาะปลูกข้าวไรซ์เบอรี่ได้น้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค แต่ก็เชื่อได้เลยว่าในอนาคต การเพาะปลูกข้าวไรซ์เบอรี่จะมีอัตราสูงมากขึ้น เพราะความต้องการที่ล้นหลาม และมีสรรพคุณมากมายอีกทั้งยังมีรสชาติที่อร่อยถูกปากคนไทยอย่างยิ่ง

แต่ว่าในขณะนี้เราคงต้องคอยเอาใจช่วยกันต่อไป ว่าในอนาคตนั้นจะมีข้าวไรซ์เบอรี่มากพอกับความต้องการึเปล่า สำหรับผู้ที่รักสุขภาพทุกท่าน ผมแนะนำได้เลยว่าข้าวไรซ์เบอรี่คือข้าวสายพันธุ์ที่ดีสุดในขณะนี้ซึ่งการปลูกข้าวไรซ์เบอรี่ก็อยู่ในความสนใจของเกษตรกรคนไทยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

สาระข้อมูลวิธีการปลูกข้าวไรซ์เบอรี่

คราวนี้จะมาพูดถึงวิธีการปลูกข้าวไรซ์เบอรี่อย่างที่ท่านทราบแล้วว่าข้าวไรซ์เบอรี่คือข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่ผสมระหว่างข้าวหอมนิลกับข้าวหอมมะลิ โดยได้นำจุดเด่นของทั้งสองสายพันธุ์มาเป็นจุดหลักคือ ข้าวหอมนิลที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง กับข้าวหอมมะลิที่มีความหอมและนุ่ม ทำให้ได้ข้าวไรซ์เบอรี่ออกมา โดยมีคุณสมบัติที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หอมนุ่ม ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างสูงทีเดียวสำหรับการผสมพันธุ์ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ได้ใช้ชื่อว่าข้าวไรซ์เบอรี่

1. ข้าวไรซ์เบอรี่สามารถปลูกได้ตลอดปี

2. อุณหภูมิถือได้มีผลอย่างมากต่อ ข้าวไรซ์เบอรี่ ควรมีอุณหภูมิประมาณ 21-34 องศาเซลเซียส ซึ่งมีความเหมาะสมในการผสมเกสร หากอุณหภูมิไม่ได้ที่จะทำให้ข้าวเป็นหมัน ทำให้ฤดูที่เหมาะสมมากที่สุดในการผสมเกสร จะเป็นช่วงต้นฤดูหนาว

3. ข้าวไรซ์เบอรี่ ต้องการแสงแดด และชอบอากาศเย็นเป็นพิเศษ หากปลูกในที่ซึ่งมีอากาศร้อนเมล็ดข้าวจะไม่เป็นเป็นสีม่วงเข้ม และเมล็ดข้าวจะกลายเป็นสีแดงแทนซึ่งทำให้ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการอย่างที่ต้องการ

4. ข้าวไรซ์เบอรี่ มีอายุการเก็บเกี่ยวอยู่ที่ 120-140 วัน วิธีการปลูกข้าวมีหลายรูปแบบ เช่น หยอด หว่าน ดำ โยน

5. วิธีการดำต้องตกกล้า ถอนกล้ารากข้าวขาด ซึ่งจะทำให้ต้นข้าวหยุดหรือชะลอการเจริญเติบโต ทำให้อายุการเก็บเกี่ยวข้าวยาวนานขึ้น และการโยนต้นข้าวไม่ค่อยชะงักการเจริญเติบโตเท่าการดำ

6. ผลผลิตที่ได้จาก การปลูกข้าวไรซ์เบอรี่ จะได้น้อยกว่าข้าวหอมมะลิประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ถึงจะอย่างนั้นข้าวไรซ์เบอรี่ก็มีราคาสูงกว่า สถิติผลผลิตอยู่ที่ประมาณไร่ละ 450 กิโลกรัม

7. ช่วงระยะเวลาการเจริญเติบโตของข้าวไรซ์เบอรี่ จะอยู่ในระหว่างที่มีอากาศเย็นของปลายฤดูหนาว ซึ่งจะทำให้ผสมเกสรได้ดี และในช่วงประมาณต้นเดือนเมษายน เราก็สามารถเกี่ยวข้าวที่ได้คุณภาพ สำหรับนาปรังลำต้นของข้าวไรซ์เบอรี่จะไม่สูงเท่านาปี แต่จะให้มีผลผลิตที่สูงมากกว่า โดยผลผลิตจะอยู่ที่ประมาณไร่ละ 500 กิโลกรัม

สำหรับการปลูกข้าวไรซ์เบอรี่ถือว่าไม่ได้มีขั้นตอนการปลูกที่ยุ่งยากมากมาย หรือซับซ้อนมากกว่าการปลูกข้าวสายพันธุ์อื่น เพียงแต่ว่าสิ่งที่จะต้องเน้นเป็นพิเศษคือ การปลูกข้าวไรซ์เบอรี่ นั้นจำเป็นอย่างมากที่จะต้องปลูกในที่ซึ่งมีอากาศเย็น เพราะว่าจะทำให้ข้าวไรซ์เบอรี่ไม่เป็นหมันในการผสมเกสร และจะทำให้ได้ข้าวไรซ์เบอรี่ที่เราปลูกออกมาตรงตามสายพันธุ์และมีคุณค่าทางโภชนาการที่สูง อย่างที่เราตั้งใจเอาไว้